ขอให้บทความนี้เป็นของขวัญให้คุณสอง คงเป็นบทความที่ยาวที่สุดใน blog นี้แล้วหละมั้ง
จะเริ่มต้นเขียนอย่างไรดีนะกับความรักครั้งนี้ นอนคิดอยู่หลายคืน เลยคิดว่าถ้าเราเขียนไดอารี่เล่า ๆ เหมือนหนังเรื่อง คิดถึงวิทยา ก็คงน่าจะสนุกดี อ่านกี่ทีก็คงไม่รู้เบื่อ ค่อย ๆ นึกภาพย้อนกลับไปเรื่อย ๆ มาเริ่มกันเลยดีกว่า
30 มิถุนายน 2553 – งาน Social Media Day ณ Bug&Bee ถนนสีลม
เพื่อน ๆ ในวงการ Social Media มารวมตัวกันมากหน้าหลายตา เราได้เจอชายหนุ่มหน้าตี๋นั่งร่วมโต๊ะเดียวกันด้วยความที่ที่นั่งมีจำกัด ต่างคนมองกันไปมองกันมา แนะนำตัวกับเพื่อน ๆ สังเกตว่าทำไมชายคนนี้หน้าแดง เขิน แอบมอง แถมหยิบขวดน้ำเปล่าที่เราซื้อมาไปรินดื่มแก้วตัวเองด้วย “คุณคะ ๆ นี่ขวดน้ำดื่มดิชั้นนะคะ”
สรุปสุดท้ายก็ถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก พร้อมความรู้สึกแปลก ๆ ระหว่างขับรถกลับบ้าน
Group Photo – Social Media Day 2010
หลังจากนั้นก็ติดต่อพูดคุยกันผ่าน Twitter Direct Message และ Gtalk อยู่เดือนกว่า มีความรู้สึกแน่ชัดแล้วว่า “ผู้ชายคนนี้ต้องจีบเราชัวร์55” เพราะมีคำเชิญว่า “อยากปรึกษาเรื่อง E-Business ที่คุณทำงานอยู่ เราไปทานข้าวกันไหมครับ…ชาบู….” เราเพิ่งรู้ทีหลังว่า คำว่าชาบูใช้เพื่อจบประโยค สำหรับคนที่ไม่ค่อยมั่นใจตัวเองสักเท่าไหร่ เหมือน ถอนหายใจเฮือกๆๆๆ
แต่เราก็รับคำไปทานชาบูที่ มามาดูบายเธอ สาขาสาทร เป็นครั้งแรกที่ได้ทานอาหารร่วมกัน 2 คน คุณสองบริการเป็นอย่างดี
ไปรับ-ส่งสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเดินทางไปทำงานที่สิงคโปร์
วันนั้นคุณสองมารับตอนตี 3 กว่า ๆ เจอม่าม้า เชิญเข้าบ้านมาทานข้าวต้ม ดูสีหน้าคุณสองตื่นกลัวมาก ไม่คิดว่ามารับตี 3 จะมีคุณแม่ผู้ใจดีตื่นตี 2 มาทำกับข้าวให้ลูกทานก่อนเดินทาง คุณสองทานข้าวไปก็มองหน้าเราไป เมื่อทานเสร็จก็ขับรถไปส่งสุวรรณภูมิเป็นที่เรียบร้อย .. เป็นครั้งแรกที่ได้เจอม่าม้า
พาไปเดินห้าง ดูหนัง นั่งทำงาน Starbucks
อ่อ วันหยุดก็มีพาไปเดินห้าง ดูหนัง ดูนู่นนี่ไปเรื่อย แล้วก็ชอบไปนั่งทำงานที่ Starbucks บางครั้งเราก็เบื่อ ๆ ทำไมคนนี้ต้องเดินตามตลอด กลัวหายหรืออย่างไร ก็เลยรู้สึกไม่ชอบใจอยู่ลึก ๆ แต่ก็ไม่กล้าพูดออกไป คำที่เราจดจำได้คือ “ยุ้ยตั้งกำแพงไว้สูงมาก ผมจะพยายามทลายกำแพงนั้นลงให้ได้”
ตุ๊กตาหมี Huggin Bear
จำได้ว่าดูหนังเรื่อง Toy Story3 ด้วยกันแล้วชอบหมีสีชมพูมาก ๆ หมีชอบกอด คุณสองก็ Surprise ไปซื้อมาให้ ในขณะที่เราก็ไปซื้อมาเอง สรุป มีหมีแบบนี้อยู่ที่บ้านเหมือนกันเด๊ะ ๆ 2 ตัว (แต่ตอนนี้บริจาคไปหมดแล้ว)
หมีจอมกอดสีชมพู ตัวโปรด
โทรเช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน
คุณสองชอบโทรศัพท์มาคุยเล่น และไม่ยอมวางสายเสียด้วย จำได้เลยว่าตอนนั้นยังทำงานที่ตึก SM Tower สนามเป้า ทุกเช้าขับรถอยู่ ก็จะต้องคุยกัน กลางวัน เย็น เป็นอย่างนี้ตลอดเวลา บางทีเราก็แอบหงุดหงิดว่า ทำไมต้องคุยกันบ่อย คุยกันนานขนาดนี้
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เปิดโอกาสให้ตัวเอง พร้อมที่จะเพื่อนกันตลอดไป
เมื่อดู ๆ กันไปสักพักเป็นเวลากว่า 3 เดือน จู่ ๆ ก็เริ่มมีความรู้สึกขาดอิสระ ไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะคุณสองดูจู้จี้เกินไป ห่วงใยเกินเหตุ จึงตัดสินใจโทรไปบอกว่า เป็นเพื่อนกันเถิดหนา สบายอุรากว่าเยอะเลย … ในใจเราก็คิดว่า คุณสองคงเศร้าแน่ ๆ แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อความคิดและทัศนคติไม่ตรงกัน
คุณสองพูดสั้นๆ “ยุ้ย จำไว้นะ ต่อให้ไม่ได้คบกันอย่างไร ผมจะไม่มีวันทำร้ายคุณ หรือ คิดไม่ดีกับคุณเป็นอันขาด”
เป็นเพื่อนกัน เจอกันตามงานสัมมนาต่าง ๆ
แม้คุณสองจะไม่ได้มาคอย Take Care เหมือนเก่า ต่างคนต่างไปใช้ชีวิต ไปตามหารักแท้กันต่อไป แต่เรามีจุดเชื่อมโยงกัน นั่นคือ งานสัมมนา งานที่แบรนด์ในโซเชียลมีเดียเชิญ และก๊วนเพื่อน #twtthon #triptwt ที่เป็นแกงค์เดียวกัน ไปไหนไปกัน
ไปทานข้าว #twtthon ณ ร้านรสเลิศ วงเวียนใหญ๋
แสนสิริชวนก๊วนไปดูหนัง
#triptwt เที่ยวเกาะรัตนโกสินทร์
ณ งานสัมมนา CIO16
ทานอาหารกับเพื่อน ๆ ชาว Tweetple (ชวนคุณสองกี่ที ก็มาตลอด ไม่ขาด)
งาน nForum
งานแต่งงานพี่ดา-พี่วี
ไม่มี GPS ไม่รู้ถามใครดี
“คุณสองคะ ที่นี่ไปอย่างไร ช่วยอธิบายเส้นทางหน่อย” เป็นคำพูดที่คุณสองคงจะได้ยินบ่อย ๆ ตลอดระยะเวลาที่เป็นเพื่อนกันหลายปีที่ผ่านมา ถ้ามีสายเข้ามาจาก @pakada ก็อาจจะมีอยู่เรื่องเดียว คือ ถามทาง ไม่มีอะไรมากกว่านี้ จนสุดท้ายความที่เกรงใจมาก จึงได้ตัดใจซื้อ GPS Garmin ติดรถซะเลย คุณสองคงดีใจไม่น้อยที่ภาระนี้หมดสิ้นไปแล้ว (แต่ตอนนี้บางทีขี้เกียจเปิด GPS ก็โทรไปถามคุณสองอยู่ดี 555)
จัดงานฉลองปีใหม่เพื่อนฝูงชาวโซเชียล
ในแต่ละปี เราก็มีการจัด Party เลี้ยงฉลองปีใหม่ เพื่อพบปะสังสรรค์กัน ด้วยตัวเรามีความสุขมากที่ได้เป็นผู้จัดร่วมกันกับ @noot010 @kafaak @banyong ก็จะเตรียมกิจกรรมเล็กๆน้อยๆให้เพื่อนๆได้ร่วมสนุก ไม่ว่าจะเป็นการจับฉลาก งานเลี้ยงก็ผ่านไปได้ด้วยดี แม้จะมีขลุกขลักไปบ้าง บางมุขที่ยุ้ยปล่อยไปก็คงมีแป้กบ้างตามประสา แต่คุณสองก็คอย backup support อยู่ตลอด
งานปีใหม่ 2011
งานปีใหม่ 2012
งานปีใหม่ 2013
งานปีใหม่ 2013
งานปีใหม่ 2014
เตรียมไป ฮานอย เวียดนาม #triptwt 6วัน5คืน กับเพื่อนทั้งห้า
ปกติเวลาไปเที่ยวต่างประเทศ เราก็มักจะจองตั๋วแบบข้ามปี รอโปร 0 บาทของ AirAsia มาครั้งนี้ประจวบเหมาะ เพื่อน ๆ ก๊วน #triptwt อยากไปฮานอย-ซาปากัน ทั้ง ๆ ที่เราเคยไปแล้ว เราจินตนาการได้หมดว่าเพื่อนๆจะเจออะไรบ้าง
เราพูดกับตัวเองพร้อมครุ่นคิดในใจ “ถ้าทริปนี้มี @kafaak คนเดียวที่เป็นผู้ชาย ผู้หญิงที่เหลืออีก4คนคงจะลำบาก เพราะกาฝากคงสนใจแต่การทวีต #triptwt และต้องดูแลแฟน… เราคนเดียวก็คงดูแลเพื่อนๆไม่ไหว ยิ่งเวียดนามก็มีโจรเยอะพอสมควร”
แล้วเราจะชวนใครเพิ่มดีนะ ตั๋วโปร 0 บาทก็จองไปแล้วสำหรับ5คน @pakada @noot010 @kafaak @rainysafety @nupink ถ้าหาคนที่ 6 ได้เป็นผู้ชายจะดีมาก แต่ตั๋วคงแพงน่าดู ว่าแล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า ชวนคุณสองดีกว่า แต่ถ้าหากเขาไม่ไป จะได้ลองชวนคนอื่นต่อ เลยWhatsapp ไปสอบถาม ปรากฏว่าสักพักได้รับคำตอบว่า “ผมไปด้วย อยากไปเวียดนามมานานแล้ว ตั๋วเท่าไหร่ก็บอกละกัน”
จากวันที่จองตั๋ว จนถึงวันเดินทางก็น่าจะประมาณเกือบ 1 ปีเต็ม เมื่อวันเดินทางไปเวียดนามมาถึง เราไปสนามบินดอนเมือง เจอคุณสองยืนรอต้อนรับอยู่หน้าประตูทางเข้า วิ่งมาช่วยยกกระเป๋า พอครบทุกคนก็ขึ้นเครื่องบิน ออกเดินทางไปถึงฮานอย
ทริปนี้ 31 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2556 รวมระยะเวลา 6 วันในการอยู่กับเพื่อนรวม 6 คน
วันที่ 1 เดินห่างคุณสองให้มากที่สุด ไม่อยากพูดด้วยสักเท่าไหร่ แต่ก็ฝากเงินกองกลางไว้กับคุณสอง 100USD เผื่อเราโดนโจรปล้น อย่างน้อยก็ยังมีเงินเหลือพอค่าทริปสำหรับเพื่อน ๆ
ภาพหมู่ชาว #triptwt ณ ฮานอย
วันที่ 2 ยังเงียบเหมือนเดิม ไม่ค่อยพูดกัน มัวแต่สนใจคนอื่น ตกค่ำขึ้นรถไฟตู้นอนไปซาปา ช่วงนี้เริ่มมีโอกาสได้พูดคุยกันมากขึ้นเนื่องจากตู้นอยเป็นตู้เล็กๆ มีเตียง2ชั้น2ข้าง สามารถนอนได้4คน เราก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน มีแต่ @kafaak นั่งเขียน blog ไปเรื่อย ๆ สุดท้ายชายหนุ่มทั้งสองก็ไปนอนตู้นอนข้าง ๆ ราตรีสวัสดิ์
ในตู้นอนรถไฟจากฮานอยไปซาปา
วันที่ 3 ตื่นเช้ามาพาเพื่อน ๆ ไป Trekking ที่ซาปา ระยะทางรวม 8 กิโลเมตร ขณะเดือนไปได้กิโลเมตรที่ 3 เราก็เพลิดเพลินมีความสุขในการชมวิวเป็นอย่างมาก จู่ ๆ ได้ยินคุณสองพูดบ่นเสียงดังเป็นครั้งแรกในทริป “เฮ่อ… เดินไม่ไหวแล้วนะ เหนื่อยมาก” ไอ้เราเป็นผู้จัดทริปก็เริ่มไม่สบายใจที่มีลูกทัวร์คนนึงพูดเช่นนี้ ความกังวลจึงตกมาที่เรา ก็พยายามคิดว่า อ่อ เพิ่งจะรู้ว่านายคนนี้เป็นลูกคุณหนู ฉันมาที่นี่รอบที่ 2 แล้วยังเดินสนุก ๆ อยู่เลย ก็เลยไปถาม @noot010 ว่าทำไมคุณสองพูดเหมือนหงุดหงิดเรามากที่เราพามาเดินลำบาก ๆ นุทเลยบอกว่า สงสัยคงไม่ได้ดื่มกาแฟ คงจะหงุดหงิดมั้ง … คราวนี้ก็กังวลใหญ่เลยเพราะเดินมา 4 กิโลแล้ว เหลืออีกตั้ง 4 กิโล ไม่มีใครช่วยแบกหามด้วยนะ
สภาพชาวคณะ ขณะกำลังเดินชมบรรยากาศซาปา รวมระยะทาง8กิโลเมตร
ตกเย็น เหมือนเราจะอาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทานอาหารเย็นก็อยากอ้วก รีบวิ่งไปห้องน้ำ คุณสองรีบตามมาช่วย มาคอยดูแลเป็นเทพบุตรขี่ม้าขาวมาก ๆ เราเริ่มครุ่นคิดอยู่ในใจว่า ทำไมผู้ชายคนนี้ช่างดีกับฉันเสียเหลือเกิน ความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาใหม่อีกครั้ง
สภาพหน้าข้าพเจ้าที่ทานอะไรไม่ค่อยลง ไม่ค่อยสบายจริง ๆ
วันที่ 4 เริ่มแคร์ความรู้สึกคุณสองมากขึ้น ได้นั่งรถตู้ข้ามเมืองเพื่อไปเที่ยว ได้นั่งใกล้กัน อยู่ดี ๆ คุณสองก็เอามือมาแตะหน้าผาก แล้วพูดว่า “เป็นไงยุ้ย หายดีหรือยัง ผมห่วงคุณแทบแย่” วินาทีนั้นตกใจมากแล้วก็เริ่มคิดทบทวน “หรือจะเป็นคนนี้ คนที่เราตามหา คนที่เป็นม้านอกสายตามาตลอดเวลา” พอตกเย็นก็รีบกลับจากซาปามุ่งหน้า Lao Cai เพื่อรอรถไฟกลับฮานอย ระหว่างรอก็ Develop Wine วันนี้ก็ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ แต่รู้ว่าคุณสองชอบดื่มไวน์ และมีความสามารถพิเศษในการชิมไวน์ ซึมซับการดื่มไวน์เพื่อสร้างบรรยากาศ(ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร) ก็เลยสอนเพื่อน ๆ Develop Wine ทั้งแกงค์เลย โดยเฉพาะ กาฝาก กับ ยุ้ย ถึงกับถ่ายทำวีดีโอไว้ดูเล่น ๆ ขำ ๆ
วีดีโอการ Develop Wine ของ @kafaak >> http://www.youtube.com/watch?v=fjH6ZiTAimA
วีดีโอการ Develop Wine ของ @pakada >> http://www.youtube.com/watch?v=ede7rEDVSJ8
วันที่ 5 ไป Dinner ณ Avalon ที่พี่นุ้ย @anothai2010 แนะนำมา ร้านนี้เป็น Roof Top ที่สวยที่สุดในฮานอย บรรยากาศดีมาก อาหารอร่อยสุด ๆ แถมราคาไม่แพงเลย จำได้ว่าในวงสนทนา เราก็เปิดประเด็นถามเพื่อน ๆ แต่ละคนว่า “เพื่อน ๆ ชอบอะไรในการจัด #triptwt ครั้งนี้มากที่สุด” ทุกคนก็ตอบอย่างสนุกสนาน นู่นบ้าง นี่บ้าง แล้วก็มาสะดุดที่คำตอบของคุณสองว่า “ผมชอบผู้จัดทริปที่ทำให้ทุกคนมีความสุข สนุกสนาน จบลงได้ด้วยดี” เอาหละสิ กานดาหน้าแดงแล้วทีนี้ ^^
Dinner ณ Avalon Roof Top Bar & Restaurant คืนสุดท้ายก่อนกลับกทม.
วันที่ 6 บินกลับกรุงเทพฯจำได้ว่าบนเครื่องบิน คุณสองพูดกับเราว่า “จบทริปนี้ คุณก็คงไม่มีใครให้ใช้งาน ไม่มีใครให้ช่วยเหลือแล้วนะ … แล้วคุณจะคิดถึงผม”
ก่อนขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพ
พอถึงสนามบินดอนเมือง เรานัดน้องคนนึงเพื่อรับเอกสารแถวสาทร ความที่งกค่าแทกซี่และเห็นว่า บ้านคุณสองอยู่บางรัก ตึกอื้อจื่อเหลียงเป็นทางผ่านแน่นอน จึงขอนั่งแทกซี่ไปด้วย พยายามบอกว่าจะขอลากกระเป๋าลงไปเอง ให้คุณสองกลับบ้านต่อเลย ไม่ต้องห่วง แต่ก็ไม่สำเร็จ สรุปลากกระเป๋าเดินทางใบโตลงมาทั้งคู่ เหอๆนี่ฉันทำให้เขาลำบากไหมเนี่ย
เราวิ่งเข้าไปรับเอกสาร ออกมา เที่ยงพอดี ชวนทานข้าว และต้องประหลาดใจว่ากับข้าวที่คุณสองสั่งให้นั้น มันเป็นของโปรดทั้งนั้นเลย จำได้อย่างไรนี่ ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว..งงมาก
เอาหละค่า จุดเชื่อมโยงความสัมพันธ์แบบนี้ น่าอัศจรรย์ใจมากไหมคะ เคยได้ยินคำนี้ไหม
“คนที่ใช่ ต่อให้ไปไกลแค่ไหน คุณจะกลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง และหนีกันไม่พ้นตลอดไป”
และมันก็เกิดขึ้นจริง เราคุยกันแบบมาราธอนไปเรื่อย ๆ ทุกวันผ่าน Line Call จนถึง 7 เมษายน 2556 ตอนค่ำๆ จำรายละเอียดเรื่องไม่ค่อยได้ แต่คุณสองพูดประโยคนึงว่า “เราคุยกันขนาดนี้ ผมทำขนาดนี้ ไม่เรียกผมว่าแฟน แล้วคุณจะเรียกผมว่าอะไรดี” 5555 ด้วยคำพูดนั้นเราจึงเป็นแฟนกัน คุณสองก็ดีใจมากรีบพิมพ์ไปบอกเพื่อนสนิทที่อยู่ออสเตรเลียว่า “กูมีแฟนแล้ว เย่!”
เป็นครั้งแรกที่กล้า ๆ กลัว ๆ โพสต์บอกเพื่อน ๆ ว่าเป็นแฟนกันแล้ว
เราก็คบหาดูใจกันแบบไวมาก เนื่องด้วยความที่สนิทกันอยู่แล้วมาหลายปี เข้าตำรา “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” มันจึงไปอย่างไวมาก จนเชื่อสนิทใจทั้งคู่ได้อย่างง่ายดายว่า “ไม่มีวันไหนที่เราจะคิดประสงค์ร้ายต่อกัน”
เราไม่เคยรู้ว่าการดูแลให้ดีที่สุดนั้นเป็นอย่างไร จนวันที่เราต้องป่วยเข้าโรงหมอ และทุกครั้งเมื่อโทรศัพท์ไปบอก ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง คุณสองจะมารับที่ Office ไปโรงพยาบาล กรณีนึงปวดท้องตอนตี 2 เราต้องนั่งแทกซี่ไปโรงพยาบาล แล้วค่อยโทรไปบอก คุณสองตื่นซิ่งรถจากบ้านมาดูอาการที่โรงพยาบาล เราก็แสนจะเกรงใจ เพราะสภาพหน้าตาที่มาเหมือนกำลังนอนอยู่บนที่นอน
และล่าสุด อาหารเป็นพิษ คุณสองไปนอนเฝ้าที่โรงพยาบาล 3 คืนรวด จนพยาบาลเช็ดตัวไปก็กระซิบบอกเราว่า “พี่คะ ๆ พยาบาลข้างนอกเขาอิจฉาพี่กันหมดที่มีแฟนมาดูแลขนาดนี้ คนไข้คนอื่นไม่ค่อยมีแบบนี้เลยค่ะ” คุณสองได้คะแนนจากเราไปเยอะมากเพราะเหตุการณ์นี้
อาหารเป็นพิษ นอนโรงพยาบาล3คืน โดนน้ำเกลือไป 5 ขวด มือบวมเลย
อีกนิดเดียวก็ใกล้จะจบไดอารี่ฉบับนี้แล้วค่ะ…มาต่อกันที่ใกล้บทสรุป 1 ปีที่ผ่านมาดีกว่า 🙂
ในแต่ละเดือนก็มีช่วงทะเลาะกัน ไม่เข้าใจกัน สุข ทุกข์ ยิ้ม หัวเราะ เศร้า ดีใจ เสียใจ ทุกความรู้สึกมันก็ทำให้เราเรียนรู้พฤติกรรมหลายอย่างว่าอนาคตจะไปด้วยกันได้ไหม บางทีก็สับสน จิตตกถามกลับไปว่า “เนี่ย เราคงเข้ากันไม่ได้ อนาคตจะไปด้วยกันไม่ได้แหง ๆ” คุณสองตอบว่า “ผมก็ไม่รู้หรอกอนาคตจะอยู่ด้วยกันได้ไหม ใครจะไปคาดเดาอนาคตได้ แต่ถ้าวันนี้มันโอเคอยู่ ก็อย่าคิดเยอะ คุณเครียดผมก็จะเครียดตามไปด้วย” ด้วยคำพูดนี้ก็ทำให้เราหยุดคิดจริง ๆ
เวลาไม่พอใจ ไม่สบอารมณ์ก็มีบ้างนะ 555
และแล้ววันนี้ก็มาถึง 7 เมษายน 2557 ครบรอบ 1 ปีเต็มที่เป็นแฟนกัน ก็มีความรู้สึกว่า โห เก่งจัง ครบปีแล้วเหรอเนี่ย ในที่สุดก็ครบจนได้ ทั้งที่ไม่เคยมั่นใจเลยว่าจะเป็นไปได้ คิดตลอดเสียด้วยซ้ำว่าเฮ่อ จะสิ้นสุดลงตรงไหนเนี่ย … ต้องขอบคุณคุณสองที่ช่วยกันประคับประคองสุด ๆ อย่างไรก็ขอให้เกิดแต่สิ่งดี ๆ ในชีวิตต่อไปจากนี้
1ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก ยัง In Love อยู่นะคะ
แต่ก่อนสิ่งที่เราคิดหยิ่งผยอง มั่นใจอยู่เสมอว่า เราเก่ง สวย เริ่ด ใครที่มาเป็นแฟนเรานั้นถือเป็นโชคดีมาก
มาวันนี้ อยากบอกคุณสองว่า “ยุ้ยโชคดีมากที่มีคุณสองเป็นแฟนค่ะ”
Happy 1st Anniversary of Us
@pakada
ข้อคิดที่ได้จาก 1 ปีที่ผ่านมา
+ ความอดทน ใช้ได้สำหรับคนรอบข้างเท่านั้น ใครจะพูดอะไรเกี่ยวกับเราอย่างไร ไม่ถูกใจ ขอให้หนักแน่น ให้ใช้ความอดทนให้มาก แต่อย่าอดทนกับคนสำคัญข้างตัว เพราะถ้าวันนึงเหลืออด อดทนกันไม่ไหว มันจะระเบิดยับเยิน ดังนั้นมีอะไรทนไม่ได้ ไม่ชอบ ให้พูดตรง ๆ ถ้าพร้อมจะปรับตัวเข้าหากัน ก็แปลว่าความรักคงแข็งแรงมั่นคงมากพอจนพิสูจน์ได้ว่า “เหมือนกันเพื่อชอบ ต่างกันเพื่อรัก” เป็นเรื่องจริง
+ คิดเสมอว่าเธอสำคัญที่สุดในชีวิต และแน่นอน เราจะไม่มีวันทำร้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต เราจะดูแลกันให้ดีที่สุด และที่สำคัญมีอะไรก็พูดกัน อย่าโกหก ขอให้เป็นคนตรงไปตรงมา โปร่งใส ตรวจสอบได้
+ ทะเลาะกันอย่างไร จบไม่ได้ก็เงียบ ๆ กันไปก่อน ให้ความรู้สึกมันเบาขึ้น อย่าปะทะ พอผ่านพ้นเวลามาสักพัก มันจะดีขึ้นจนงงว่า นี่เราทะเลาะอะไรกันเหรอ แล้วทุกครั้งที่ดีกัน ความสัมพันธ์มันจะดีขึ้นนะ
+ อย่าท้าเลิก ไม่มีใครหรอกที่ชอบฟังคำนี้ เวลาที่ท้าเลิก ให้คิดไว้เลยว่าถ้าเขาไปจากชีวิตเราจริงๆ เราจะเป็นอย่างไร
+ พูดจาดี ถ้อยทีถ้อยอาศัย ชื่นชม ให้กำลังใจกัน ใช้คำพูดเชิงบวก หาเรื่องนู่นนี่มาเล่าให้สนุกสนาน
+ คิดว่าเขาเป็นตัวเรา เราเป็นตัวเขา ความเห็นแก่ตัวเองจะลดลงไปเยอะเลย
+ จะคิดตัดสินใจเรื่องอะไร อย่าด่วนสรุป คิดเอง เออเอง ชงเอง จบเอง ต้องปรึกษากันก่อน และยอมรับฟังข้อคิดเห็นนั้น ๆ ถึงเห็นด้วยไม่หมด แต่นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ยังดี คนช่วยคิดจะได้ไม่เสียใจ
+ มองเห็นเสมอ ว่าผู้ชายคือ Super Hero ของเรา และ ฝ่ายชายก็เห็นเสมอว่าผู้หญิงเป็น Wonder Woman ของเรา คู่ของเรามันช่างน่าวิเศษจริง ๆ นะจอร์ช
+ “ขอบคุณจ้า ขอโทษจ้า ให้อภัยจ้า” 3 คำนี้ทำให้ทุกสถานการณ์จบลงได้ด้วยดีทุกครั้ง
+ รักกันสองคนนั้นไม่ใช่ แต่ต้องคอยห่วงใย ดูแลครอบครัวของแต่ละฝ่ายด้วย
+ ถามกันทุกวันห้ามขาดว่า รักไหม คิดถึงไหม วันนี้คิดถึงกัน รักกันขนาดเท่าไหน ถามแบบนี้ ตอบไม่เหมือนกันสักวัน สนุกดีนะ 555
===== จบแล้วค่ะ=====