ในขณะที่กำลังคิดตั้งใจอยู่ว่า จะเริ่มต้นปี 2558 นี้ด้วยการเขียนทุกสิ่งอย่างที่อยากบันทึกไว้อ่านเล่นใน pakada.com ให้มากกว่าเดิม เพื่อเล่าและถ่ายทอดประสบการณ์ให้ผู้อ่านไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง คนรู้จัก หรือ นักท่องเน็ตที่บังเอิญsearchเจอ
ความตั้งใจจะไม่สัมฤทธิ์ผลถ้าหากเราไม่ “ลงมือทำ” ว่าแล้วก็เปิด App GNote (App ที่ไว้สำหรับบันทึกข้อความ คล้ายNote Pad แต่สะดวกตรงที่ข้อความและภาพทั้งหมดที่พิมพ์ไว้จะถูกจัดเก็บใน Gmail>Note ของเราเองแบบ Real-Time) แล้วก็ลงมือพิมพ์กันเลย
หัวข้อที่อยากจะเขียนวันนี้ก็คงเป็นเรื่องของการทบทวนชีวิตที่ผ่านมาว่ามีอาชีพอะไรที่เราเคยทำบ้าง
นักเรียน/นักศึกษา – อาชีพนี้เข้าใจว่าเป็นไปตามอายุและเกณฑ์ทั่วไป ต้องขอบคุณแม่และครูบาอาจารย์ทุกท่านที่มองเห็นว่าการศึกษาจะช่วยสร้างคน สร้างชาติ และ เราก็เรียนมาจนจบปริญญาโทในสายวิชาที่รัก
นักขายสติกเกอร์และไรท์แผ่นCDเพลงขาย – ตอนนั้นเรียนม.ปลาย ตู้สติกเกอร์ฮิตมาก ใครๆก็ต้องนัดเพื่อนไปถ่ายสติกเกอร์กัน เราปิ๊งไอเดียก็ลงโปรแกรมทำสติกเกอร์ เพื่อนที่สนใจก็เอาภาพมา เราก็สแกนให้แล้วก็นำไปใส่กรอบสติกเกอร์ลายกราฟิกส์ต่างๆที่ทำเป็นแคตาล็อคให้ลูกค้าเลือกอยู่แล้ว เสร็จแล้วก็พิมพ์ออกมา แผ่นนึงได้ประมาณ10-16ดวง
ส่วนซีดีเพลงก็ไรท์ขายมาเรื่อย ๆ แผ่นนึงได้ 16-20 เพลง ทำภาพปกให้อย่างสวยงาม โดยคนในซอยบ้านมักจะมาขอให้ไรท์ ตกแผ่นละ500บาท แต่อาชีพนี้ก็อยู่ได้ไม่นานด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ง่ายขึ้นทุกวันจนคนไม่ต้องมีเครื่องฟังซีดีแล้ว แค่เปิดอินเทอร์เน็ตก็ฟังได้แล้ว
แม่ค้ากิจกรรมนักศึกษา – ในระหว่างที่เรียนปริญญาตรีที่บางมด ได้มีโอกาสได้ออกงานแฟร์ที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานลอยกระทง งานแสดงเทคโนโลยีต่างๆ เราก็สวมบทบาทเป็นแม่ค้าขายทอดมัน ขายเฉาก๊วย ขายยำ ทั้งนี้เพื่อนำเงินเข้าภาควิชาเพื่อจัดทำกิจกรรมต่อไป ขอบอกว่าเป็นอาชีพที่น่าตื่นเต้นมาก สร้างรายได้สูงที่เดียว
แม่ค้าขายน้ำวันสงกรานต์ – มีอยู่ปีหนึ่ง น่าจะกำลังเรียนอยู่ปี4 นึกสนุกว่า ถ้าเราซื้อน้ำเปล่าขวดขุ่นมาตระเวนขายวันสงกรานต์อาจจะขายดิบขายดีแน่ๆ คิดได้ดังนั้นก็ทำเลย ไปร้านขายน้ำสั่งน้ำลงรถกระบะเกือบร้อยแพคได้ นอกจากนี้ก็มีดินสอพอง ปืนฉีดน้ำ น้ำอัดลมกระป๋อง เมื่อสินค้าครบแล้วก็ขับตระเวนไปเรื่อยๆ แต่สุดท้ายไปจบลงที่ตรอกข้าวสาร ไม่น่าเชื่อว่า ขายน้ำแค่เพียง3วัน ได้กำไรอย่างงดงามจนตอนนั้นสามารถซื้อกล้องดิจิตอลคอมแพคตัวละประมาณ20,000บาทได้ ดีใจสุดๆไปเลย
ปีต่อไปก็ไปขายเช่นเดิม แต่คู่แข่งเริ่มมากขึ้น และตรอกข้าวสารมีกฏเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้น ก็เลยไม่ได้ขายต่อ
เด็กปั๊ม – ช่วงนั้นได้รู้จักพี่เจ้าของปั๊มน้ำมันแบรนด์ใบไม้สีเขียวแห่งหนึ่งย่านฝั่งธน ปิดเทอมว่างพอดี เลยขอไปลองฝึกงานดูซะหน่อย ก็ได้ฝึกตั้งแต่เติมน้ำมันประเภทต่าง ๆ การเช็ดกระจกรถยนต์ การเติมลมยาง การเขียนบิลเงินสด การออกใบกำกับภาษีที่ต้องคำนวณราคาน้ำมัน จำนวนลิตร ภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถูกต้อง การนับเงิน ส่งเงิน การแจกของแถม จนกระทั่งนำเงินไปเข้าธนาคาร เติมน้ำมันก็จะโดนแซวบ่อย ๆ ว่าน้องเป็นเด็กปั๊มจริงเหรอ หน้าตาไม่ให้นะ 555
พนักงานแคชเชียร์ – ในปั๊มก็จะมีมินิมาร์ท ก็ได้มีโอกาสเรียนรู้การใช้เครื่องแคชเชียร์ การเชียร์สินค้า การชงกาแฟ โอวัลติน ชามะนาวเพื่อใส่เครื่องกดน้ำ การผลิตน้ำแข็ง การจัดเรียงสินค้า สินค้าไหนขายดีต้องรีบเติมห้ามปล่อยให้Shelfว่าง การสรุปยอดขาย แถมได้ลองทำงานกะดึกคือเข้างาน 3ทุ่ม เลิกงาน 6โมงเช้าเข้าใจเลยว่า การนอนกลางวันตื่นมาทำงานกลางคืน เพลียจริง ๆ นะ
นักพัฒนาเว็บไซต์ – เมื่อเรียนจบป.ตรี ก็ได้ตามหางานทางด้านพัฒนาเว็บไซต์ ก็ได้ทำสิ่งที่คิดไว้จริงๆ และเนื่องจากแผนกพัฒนาเว็บมีอยู่กัน2คน จึงต้องแบ่งงานกับเพื่อนอีกคน โดยเราทำทุกอย่างตั้งแต่เก็บข้อมูล วิเคราะห์ระบบ ออกแบบระบบ ทำInterface Design ประสานงานกับ Vendor และหน่วยงานภายในบริษัทไม่ว่าจะเป็นทีมงานไทยและทีมงานต่างประเทศ จับพลัดจับผลูได้มาทำด้าน Digital Marketing, E-Commerce และ CRM คิดว่าเป็น6ปีที่ได้เรียนรู้และสนุกกับงานมากจริงๆ ต้องขอบคุณ Double A University แห่งนี้
ทำเบเกอรี่ขาย – จำได้ว่าตอนนั้นเรียนปโท ได้สูตรทำขนมจากเพื่อน บวกกับน้องสาวสนใจทำขนม ก็ซื้ออุปกรณ์ทำขนมมากองเต็มบ้าน เปิดPantip.com ห้องก้นครัวเพื่อหาสูตรมาลองผิดลองถูก หลังจากนั้นก็ลองทำขายที่ Office ไม่ว่าจะเป็นเค้กกล้วยหอมชอกโกแลต คุ้กกี้ ขนมปัง จำได้ว่าขายเกลี้ยงยกตะกร้าทุกสัปดาห์เลยนะ ไม่รู้ว่าเพราะเพื่อนเกรงใจจึงช่วยซื้อ หรือ เพราะขนมอร่อยจริงๆ
ไว้ว่างเมื่อคงได้มีโอกาสปัดฝุ่นอุปกรณ์และเตาเะื่อมาอบขนมกันอีกครั้งหนึ่ง

นักพัฒนาระบบบนความเข้าใจความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ – เขียนชื่ออาชีพมาซะยาว ต้องเกริ่นก่อนว่า การได้มาร่วมงานกับ Adecco บริษัททางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ระดับโลก ทำให้เราซึมซับและเรียนรู้กับคำว่า สัมพันธภาพ ความรัก ครอบครัว และ Soft Skill ต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นทักษะการพูดสื่อสาร การเป็นหัวหน้างานที่ดี การPresentงาน การสอนงาน การพูดในที่สาธารณะ นอกเหนือจากการพัฒนาระบบเพียงอย่างเดียว เรารู้สึกได้ว่าอยู่มา6ปีกว่า ได้เรียนรู้ศิลปะการครองใจคนจากผู้บริหารที่เป็น Role Model หลายๆคนในองค์กร รวมทั้งได้มีโอกาสศึกษา Psychosmetic Tools ต่างๆ มองย้อนกลับไป เรามีพัฒนาการที่ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ต้องขอบคุณ Adecco University จริงๆ
พิธีกรงานแต่งและงานEvent – เชื่อไหมว่าตอนเด็กๆเป็นคนไม่กล้าพูดเลย นั่งในห้องเรียนก็เงียบ ก้มหน้าก้มตาเรียนไป สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของเราไปตลอดกาล เห็นจะเป็นตอนเรียนป.5 สมัยนั้นมีการลงสมัครคัดเลือกเป็นประธานนักเรียน แล้วเราก็เป็นหนึ่งในผู้สมัคร ยังจำได้ว่าตอนปราศรัย ได้กล่าวในหน้าเสาธงว่า หากข้าพเจ้าได้รับเลือกตั้ง ข้าพเจ้าจะซื้อตระกร้าแชร์บอลและลูกวอลเล่ย์ให้โรงเรียน เพื่อให้ทุกคนมีอุปกรณ์ในการเล่นกีฬาที่เพิ่มขึ้น” ตั้งแต่นั้นหละมั้ง กลายเป็นคนไม่กลัวไมค์ กล้าพูด แล้วก็ได้รับเลือกให้นำสวดมนต์ ให้เป็นหัวหน้าห้อง รองหัวหน้าห้องตลอดเรื่อยมา
เรียนจบมาเพื่อนๆก็คงเห็นศักยภาพ ก็มอบหมายให้เป็นพิธีกรงานต่างๆ ส่วนใหญ่ก็งานแต่ง ไม่ค่อยปฏิเสธเท่าไหร่เพราะสนุกดีนะ แถมได้ฝึกพูดต่อหน้าประชุมชนด้วย จนบัดนี้ก็มีมาเรื่อยๆ


นักจิตอาสา – เรื่องขอความช่วยเหลือ ขอแรง ขออาสาสมัคร เป็นสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของเราอยู่แล้ว สมัยเรียนเนตรนารีตอนป.6 ครูให้นักเรียนบำเพ็ญประโยชน์โดยการกวาดพื้นถนนหน้าโรงเรียน เลยคิดว่าถูกปลูกฝังด้านนี้มา การที่เราสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ นั่นหมายถึงว่า เรายังมีแรงเหลือพอจะทำอะไรได้อีกมากมาย และแน่นอนช่วยเหลือผู้อื่น ความสุขมันคูณร้อยเท่าจริงๆนะ
เมื่อ4ปีที่แล้วเราก็ได้มีโอกาสไปอยู่กับทีมใต้ฟ้าเดียวกัน นั่งรถออฟโรด ไปช่วยทาสีโรงเรียน ปรับปรุงโรงเรียน ตักไอติมแจกเด็ก นำของและสิ่งจำเป็นไปบริจาค ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ต้องขอบคุณพี่มลคนงามใจประเสริฐ และเพื่อนๆแกงค์ใต้ฟ้าเดียวกันด้วยค่ะ

นอกจากนี้ได้มีโอกาสช่วยแพคของช่วยผู้ประสบภัยสึนามิเมื่อ10ปีที่แล้ว ช่วยเหลือน้ำท่วม ช่วยงาน Bangkok Big Cleaning Day ข้อคิดที่ได้คือ อย่าเป็นคนดูดายต่อเพื่อนมนุษย์ ช่วยเท่าที่เราจะสามารถทำได้ และ ทำให้ดีที่สุด
นักบรรยายความรู้ – ด้วยความที่เล่นTwitter เราได้มีโอกาสเจอเพื่อนๆที่อยู่ในแวดวงดิจิตอลเหมือนกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะ จนนำไปสู่การชักชวนกันไปพูดบรรยายความรู้ในสิ่งที่เราถนัด ไม่ว่าจะเป็น Digital Marketing, Social Recruiting หรือแม้กระทั่งไปแนะแนวสายอาชีพเด็กไอที
ทุกครั้งที่ลงจากเวที จะมีผู้ฟังเข้ามาพูดคุยด้วยและเรียกเราว่า อาจารย์คะ/อาจารย์ครับ ก็รู้สึกปลื้มใจนิดๆว่า เราสามารถถ่ายทอดความรู้ที่เป็นประโยชน์ให้เขาได้ด้วย ขอบคุณทุกท่านที่เรียนเชิญและมองเห็นศักยภาพนะคะ


ที่ปรึกษาด้าน Digital Marketing/Technical Advisor – ด้วยความที่เพื่อนที่รู้จักรอบข้างว่าเราทำงานในแวดวงนี้ บางครั้งก็ยื่นโจทย์ใหม่ ๆ ให้ช่วย Comment หรือ หาแนวทาง กลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อให้ตอบโจทย์ทางด้านการตลาดมากที่สุด และทุกครั้งที่มีโอกาสแบบนี้เข้ามาก็ถือว่าได้ลับคมความคิด ได้ความรู้ ได้ขยายNetworkและConnectionไปอีกมากมาย
นักเขียน – พอได้พูดบรรยายบ่อยๆ ก็เลยนั่งคิดว่า ถ้าได้ถ่ายทอดลงหนังสือก็คงจะดีไม่น้อย ความคิดลอยๆอยู่ในใจนี้คงดังก้องกังวานไปถึงพี่ท้อปและพี่ดิ๊ง บก.หนังสือ จึงได้เชิญมาร่วมเป็น1ใน4นักเขียนหนังสือ “Social.Me สร้างคุณให้เป็นแบรนด์ ปั้นแฟนออนไลน์” เราตื่นเต้นมากที่ได้มีโอกาสนำเสนอโครงร่างหนังสือให้พี่วศิน เจ้าของสำนักพิมพ์Provision และทำความรู้จักกับนักเขียนท่านอื่น ได้แก่ น้องเมย์ น้องพินนี่ น้องเดียร์ ทุกคนเก่งๆทั้งนั้นเลย ต้องขอบคุณทุกคนที่ทำงานร่วมกัน และ มอบโอกาสซึ่งกันและกันนะคะ

นักถ่ายภาพพาโนราม่า360องศา – มีอยู่ช่วงนึงเพื่อนมาขอความช่วยเหลือให้ช่วยหาลูกค้าให้หน่อย จึงได้ไปคลุกคลีกับแวดวงนี้ ได้เข้าไปช่วยถ่ายภาพโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง เป็นอะไรที่สนุกสนานมาก และมีหลายเทคนิคต้องผสมผสานกันเพื่อให้ภาพที่ถ่ายได้สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ให้แก่ผู้ใช้งานได้ เป็นโอกาสที่ดีของเราจริงๆที่ได้เรียนรู้ทางด้านนี้
Blogger – จริงๆเราจะเรียกตังเองว่าBloggerก็จะกระดากปากไปเสียหน่อย เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นBloggerเลย เคยแต่อ่านเรื่องราวของชาวบ้าน ดราม่าบ้าง สาระบ้าง แต่คนที่ทำให้เราปัดฝุ่นโดเมน pakada.com ที่จดไว้นานมากแล้ว หาHostมาลงWordpress เห็นจะเป็นทวีตจาก @kafaak ที่พูดReplyกลับมาหาเราทั้งๆที่เราไม่เคยเจอกันว่า อย่าแค่RTข้อความผม ให้อ่านด้วย อ่านว่าไงให้มาเล่าด้วย คนเดี๋ยวนี้ RT แต่ไม่ยอมอ่านย่อมไม่เกิดผล จำได้ว่าตอนนั้นนั่งกินโชคดีติ่มซำอยู่ แทบจะสำลัก คำของกาฝากยังก้องหูอยู่ถึงทุกวันนี้ … เกิดแรงฮึดว่า กาฝากเขียนได้ ฉันก็ต้องเขียนได้สิ อิอิ ขอบคุณเพื่อนมาก ๆ เลยนะ
ถึงตอนนี้ก็ไม่ใช่Blogger ขอเป็นนักเขียนตามอำเภอใจละกัน น่าจะเหมาะกว่า
เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า เราก็ทำอะไรมาเยอะแยะมากมายไปหมด สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ทุกอย่างคือประสบการณ์อันยอดเยี่ยม พอมานั่งนึกย้อนก็คิดว่า สนุกดีเนอะ ถ้าตอนนั้นปฏิเสธโอกาสก็พลาดอะไรดีๆในชีวิตตั้งมากมาย
การเดินทางผ่านมาแค่33ปีเท่านั้น ยังมีอีกตั้งหลายอาชีพที่อยากทำ ว่าแล้วก็เริ่มคิดStepถัดไปดีกว่า อยากทำอะไร ทำเลย
“ไม่มีอะไรจะเสีย ถ้าคุณคิดเสมอว่ามันจะได้”
Happy New Year 2015 ทุกคน ^_^